เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการฯ เดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’

ดู 5,871 ครั้ง
ประจำวันที่ 16 กันยายน 2563

ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 (ศบศ.) น.ส.กาญจนา ตั้งปกรณ์ ผอ.สำนักนโยบายภาษี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกําลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และประชาชนทั่วไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่

1. โครงการเพิ่มกําลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จําเป็น จํานวน 500 บาท ต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จํานวน 14 ล้านคน

2. โครงการคนละครึ่ง ภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดย อาศัยวิธีการร่วมจ่าย (Co-pay) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป (ไม่รวมลอตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ) โดยกําหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็น บุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจําตัวประชาชน มีกลุ่มเป้าหมาย ประมาณ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com

สําหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วม โครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจเฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจํานวนประมาณ 100,000 โดยร้านค้า สามารถลงทะเบียนผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ท้ังนี้ คาดว่าจะสามารถ เริ่มดําเนินโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการข้อเสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (Permanent resident permit) และแนวทางการปรับปรุงมาตรการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (Smart Visa) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร และผู้ประกอบการวิสาหกิจ ตามข้อเสนอของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยในส่วนของแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์การ อนุญาตให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร มีแนวทางการดําเนินการที่สําคัญ คือการพิจารณาเพิ่มประเภทคําขอเพื่อเข้ามา ลงทุนซื้ออาคารชุดและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตามมูลค่าที่กําหนด โดยห้ามจํานอง จําหน่าย โอน ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งยกเว้นหลักเกณฑ์การกําหนดระยะเวลาการพํานักในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนยื่นคําขอ

สำหรับแนวทางการปรับปรุงเกณฑ์ของมาตรการ Smart Visa มีแนวทางการดําเนินการที่สําคัญ คือ 1. ปรับปรุงขอบเขตของกิจกรรมและอุตสาหกรรมเป้าหมายให้กว้างขึ้น โดยให้รวมถึงการพัฒนา Startup Ecosystem และนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาอื่นนอกเหนือจากด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.เพิ่มเติมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่มีสัญญาจ้างงานในประเทศ 3.ผ่อนคลายหลักเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำสําหรับ ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงบางกลุ่ม และการผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประสบการณ์การทํางานและวุฒิการศึกษาของ ผู้บริหารระดับสูง และ 4.อนุญาตให้ผู้ถือ Smart Visa ทํางานนอกเหนือจากที่ได้รับการรับรองได้ในบางกรณี

โดยทั้ง 2 โครงการนี้จะนำเสนอที่ประชุมครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบภายสัปดาห์หน้า.


ขอเล่นใหญ่ใกล้ๆ เธอ
Top