ศาลปล่อยตัว ‘เพนกวิน’ ไม่ต้องมีหลักประกัน แต่ห้ามผิดซ้ำ

ดู 1,097 ครั้ง
ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2563

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลาประมาณ 09.00 น. ที่ศาลอาญา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฏร์ ยื่นคำร้องขอฝากขังนายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ ผู้ต้องหา เพื่อทำการสอบสวนกรณีนายพริษฐ์พูดปราศรัย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยทนายความของนายพริษฐ์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอฝากขังดังกล่าว ศาลไต่สวนคำร้องขอฝากขัง มีมารดา ทนายความของนายพริษฐ์ และคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าร่วมฟังการไต่สวนในห้องพิจารณา ก่อนการไต่สวนศาลได้อธิบายคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนและแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายพริษฐ์ทราบ แล้วไต่สวนพนักงานสอบสวนผู้ร้อง โดยมีทนายผู้ต้องหาถามค้าน

ต่อมาเวลา 13.00 น. ศาลได้อ่านคำสั่งคำร้องขอฝากขังดังกล่าวให้พนักงานสอบสวน นายพริษฐ์หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ และทนายความ ฟัง โดยมีคำสั่งว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้น ไต่สวนคำร้องและข้อคัดค้านแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ ได้วางหลักเกณฑ์การควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับไว้ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คดีนี้ พนักงานสอบสวนรับตัวผู้ต้องหาจากเจ้าพนักงานตำรวจประจำกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำ รวจนครบาล ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้ตามหมายจับของศาลอาญา จ.1172/2563 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2563 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 เวลา 16.30 น. และนำตัวผู้ต้องหามาให้พนักงานสอบสวนถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเมื่อ วันที่ 14 สิงหาคม 2563 เวลา 19.40 น. โดยผู้ต้องหาไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และในวันนี้พนักงานสอบสวน ได้นำตัวผู้ต้องหามาศาลภายในกำหนด 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับและถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วรรคสาม และอ้างว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากพนักงานสอบสวนจะต้องทำการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 15 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา

ซึ่งแม้จะได้ความจากพยานผู้ร้องทั้งสองปากตอบทนายผู้ต้องหาถามค้านว่า มีการออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้พร้อมกันกับนายอานนท์ นำพา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก และพยานหลักฐานบางส่วนในคดีนี้เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันกับในคดีของนายอานนท์และนายภาณุพงศ์ก็ตาม แต่พยานผู้ร้องก็ได้เบิกความยืนยันว่าพยานหลักฐานที่จะสอบสวนเพิ่มเติมในคดีนี้เป็นคนละสำนวนกันกับในคดีของนายอานนท์และนายภาณุพงศ์และยังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมจากคดีดังกล่าวอีก และเพิ่งจับผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ในภายหลังนายอานนท์และนายภาณุพงศ์ จึงถือว่าพนักงานสอบสวนมีเหตุจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาได้ ส่วนที่ผู้ต้องหาคัดค้านว่า ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน นั้น เห็นว่า คดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ต้องหาได้ตามหมายจับของศาลอาญาซึ่งมีข้อหาที่หนักที่สุดเป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่เกินสิบปี และคดีอัตราโทษดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลได้หลายครั้ง ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน เมื่อพนักงานสอบสวนได้ขอฝากขังผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นครั้งแรกและมีเหตุจำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมตามที่กล่าวอ้างข้างต้น กรณีจึงมีเหตุจำเป็นในการสอบสวนต่อไป

ในส่วนข้อคัดค้านที่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนนั้นเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องของขั้นตอน การพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาซึ่ง ไม่เกี่ยวกับเหตุคัดค้านการฝากขังว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อคัดค้านอื่น ๆ ของผู้ต้องหานั้น เป็นข้อต่อสู้ของผู้ต้องหาที่สามารถนำไปใช้ในชั้นพิจารณาหาก ถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้ว ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้นจึงอนุญาตให้ฝากขัง ผู้ต้องหาได้ตามขอ นอกจากนี้ศาลได้แจ้งสิทธิการขอประกันตัวหรือขอปล่อยตัวชั่วคราวให้ผู้ต้องหา ทราบแล้วว่า ผู้ต้องหาสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวหรือขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ทันทีหรือสามารถ ยื่นคำร้องขอประกันตัวได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ต่อมา เวลาประมาณ 14.00 น.เศษ หลังจากศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังนายพริษฐ์หรือ เพนกวิน ชิวารักษ์ ผู้ต้องหา ผู้ขอประกันได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายพริษฐ์ ศาลพิจารณาคำ ร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวนายพริษฐ์ระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกันในวงเงิน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก มิฉะนั้นถือว่าผิดสัญญาประกัน ศาลได้แจ้งคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าวและปล่อยตัวผู้ต้องหาแล้ว

จากนั้น นายพริษฐ์ ได้เดินออกมาจากประตูทางเข้าที่ 7 ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนที่เฝ้าติดตามคดีความ ซึ่งยังมีตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาและยังห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ศาลอยู่ โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจ เดิมที่ตนคิดว่าจะไม่ประกันตัว แต่เมื่อหารือกับทีมทนายและครอบครัวแล้ว ยังคงกังวลถึงความปลอดภัย ประกอบกับวันพรุ่งนี้มีชุมนุมใหญ่ จึงตัดสินใจประกันตัวเพื่อจะดำเนินการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ต่อ ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าทำไมตำรวจจะต้องเข้าไปตรวจค้นที่บ้าน ตนก็ได้ถามตำรวจว่าเข้าไปหาอะไร ซึ่งได้คำตอบว่าเข้าไปหาอุปกรณ์ที่ใช้ทำผิดกฎหมาย ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่านี่คือคดีการเมือง มองว่ากรณีนี้เป็นเรื่องของการข่มขู่ การใช้อำนาจข่มเหงประชาชน

จากนั้น นายพริษฐ์ ได้ย้ำข้อเสนอจุดยืน 10 ข้อ ซึ่งตนเชื่อว่าเหตุที่ต้องถูกดำเนินคดี พร้อมชู 3 นิ้วและ กล่าวว่า ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ 3 ครั้ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ.

Top