ตร.แจง ยังไม่ตั้งข้อหา“เพนกวิน” คนแจ้งส่อผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ดู 2,514 ครั้ง
ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2563

จากกรณี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเลย ได้ลงบันทึกประจำวัน เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 63 เวลา 10.23 น. นายสุขสันต์ เวียงจันทร์ อายุ 59 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาที่อำเภอเมือง จังหวัดเลย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเลย ให้ดำเนินคดีกับ นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือ เพนกวิน โดยกล่าวหาว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ จนเป็นที่โด่งดังและจับตามองเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์

ล่าสุด เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ต. วิบูลย์ วงก้อม ผบก.ภ.จว.เลย พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก.สภ.เมืองเลย พร้อมกับ พ.ต.อ.ยุทธนา งามชัด ผกก.สอบสวน สภ.เมืองเลย ได้เปิดแถลงข่าวว่า ยังไม่มีการลงรับหมายเลขคดีนายพริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือ เพนกวิน และยังไม่ตั้งข้อหาใดๆ

พล.ต.ต.วิบูลย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการแจ้งความ ซึ่งเป็นตอนที่ระดับผู้บังคับบัญชา ระดับทั้งโรงพัก และภูธรจังหวัด ได้ประกอบงานราชพิธีและจิตอาสาในเนื่องวันแม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้หญิง พึ่งมาย้ายเข้ามาทำงาน และได้ชี้แจ้งขั้นตอนของการรับแจ้งความ และการสอบสวนในคดีดังกล่าว ซึ่งมีความละเอียดอ่อน แต่ผู้แจ้งได้แสดงกริยาและใช้คำพูดในเชิงกดดันพนักงานสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งเขา ในเรื่องที่เขาต้องมาแจ้ง พนักงานสอบสวนจึงได้สอบถามถึงพยานหลักฐานที่เขามีอยู่ ปรากฏว่าผู้แจ้งได้บอกว่า เป็นหน้าที่ของทางตำรวจจะต้องแสวงหาพยานหลักฐานเอาเอง และในวันนี้ต้องรับแจ้งเรื่องของเขาให้ได้ ถ้าไม่รับแจ้งก็จะต้องมีเรื่องมีราว

พนักงานสอบสวนจึงได้รับแจ้งไว้ เพื่อทำการสอบสวน ซึ่งในการสอบสวนนั้น ยังไม่ได้มีการตัดไว้ลงเลขคดี เพราะว่าเนื่องจากว่า ต้องทำการสอบสวนโดยละเอียดว่าการกระทำดังกล่าว มีการกระทำเกิดขึ้นหรือไม่ หรือถ้ามีการกระทำเกิดขึ้นเป็นความผิดหรือไม่ การกระทำอยู่ในอำนาจสอบสวนของ สภ.เมืองเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนของพนักงานสอบสวน จะต้องไปรวบรวมพยานหลักฐาน และรายงานตามผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน ซึ่งคดีอย่างนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้วางขั้นตอนการสอบสวนไว้อย่างละเอียดอยู่แล้ว ว่ามีขั้นตอนสอบสวนไว้อย่างไร

พล.ต.ต.วิบูลย์ เผยอีกว่า ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้มีการรับแจ้งไว้ก่อน แล้วค่อยไปรวบรวมหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบคดี และต้องเสนอผู้บังคับบัญชากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป แต่ปรากฏว่าผู้แจ้งแทนที่แจ้งความแล้ว จะช่วยพนักงานสอบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน กลับเอาเอกสารไปเผยแพร่ทำให้เกิดการสับสนในสังคมว่า ได้แจ้งความแล้วจะต้องออกหมายจับ ทำให้ผู้ที่กล่าวอ้างถึง เกิดความตกใจ วิตกกังวล ความจริงเป็นแค่พนักงานสอบสวน เพียงรับแจ้งเพื่อจะทำการสอบสวนเท่านั้นเอง และสิ่งที่เขามาแจ้ง มีการกระทำจริงหรือไม่ ถ้ามีการกระทำเกิดขึ้นการกระทำดังกล่าว เป็นอาญาหรือไม่ ซึ่งยังมีหลายขั้นตอน ณ.เวลานี้ยังไม่มีการขอหมายจับแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนคนแจ้งอาจส่อ กระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในขบวนการสอบสวน อาจจะเชิญมาสอบถามถึงเรื่องคดีอีกครั้ง.


ขอเล่นใหญ่ใกล้ๆ เธอ
Top