ชาวไร่มันสำปะหลังโอด แบน 3 สารพิษทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

ดู 514 ครั้ง
ประจำวันที่ 09 ตุลาคม 2562

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แบนสารพิษฆ่าหญ้าอันตราย 3 สารพิษได้แก่ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต โดยยกเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ตามที่หลายฝ่ายได้นำเสนอผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพร่างกายของเกษตรกรและและปัญหาสารตกค้างที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบชาวไร่มันสำปะหลัง ใน อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา โดยการสอบถาม น.ส.วรรณรัตน์ ตูมนอก เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง บอกว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชยังคงจำเป็นในการทำการเกษตรอยู่ เนื่องจากปริมาณการปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังนั้นต้องใช้พื้นที่ปลูกค่อนข้างกว้างกว่าพืชชนิดอื่น ถ้าจะใช้แรงงานคนในการกำจัดศัตรูพืชในไร่ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุน โดยพื้นที่ปลูกพืช 5 ไร่ ถ้าใช้ยาฆ่าหญ้ารวมทั้งจ้างแรงงานฉีดตกวันล่ะประมาณ 500 บาท แต่ถ้าใช้คนในการถางหญ้าจะตกวันละประมาณ 1,000-1,200 บาท ดังนั้นการยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชควรหามาตรการรองรับให้เกษตรกรด้วย อาทิเช่น การควบคุมราคาผลผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรหันมาปลูกพืชแบบอินทรีย์เพื่อเป็นการจูงใจในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตร แต่ถ้าราคาผลผลิตยังคงตกต่ำเช่นนี้อยู่ การเลือกใช้สารเคมีเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตก็ถือว่ายังคงจำเป็นอยู่กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

จากการสอบถามร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ต่างก็เป็นกังวลเกี่ยวกับนโยบายการสั่งแบน 3 สารเคมีดังกล่าว เนื่องจากแต่ละร้านยังมีสินค้าอยู่ในสต๊อกเป็นจำนวนมาก โดยผู้ประกอบการร้านจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรรายหนึ่ง ในตัวเมืองนครราชสีมาระบุว่า ทันทีที่ทราบข่าวว่าที่ประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ลงมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เสียง ให้แบน 3 สารเคมี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปนั้น ทำให้ร้านค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละร้านมีสินค้าสารเคมีที่ถูกแบนอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสารเคมีดังกล่าวก็หมดฤดูกาลขายแล้ว ต้องรอถึงฤดูฝนแรกในปีหน้า ดังนั้นการจะขายให้หมดสต๊อกได้ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ถ้าจะให้เริ่มบังคับใช้กฎหมายในเดือนธันวาคมนี้ คงจะขายไม่หมดแน่นอน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นการบีบบังคับให้ร้านค้าต้องลักลอบขายสารเคมีที่ถูกแบนขึ้นได้ นอกจากนี้ในส่วนของเกษตรกร ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากสารที่จะมาทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนนั้นมีราคาสูงกว่า 4-5 เท่าตัว ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Top